สมองอัปเกรด: อ่านเร็วแบบก้าวกระโดด รับยุค AI

งานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ปลดล็อกศักยภาพสมอง: พิชิตกองข้อมูลด้วยการอ่านเร็ว” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่คนทำงาน นักศึกษา และผู้ประกอบการ ตัวงานได้รับความสนใจเป็นอย่างมากหลังจากมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากต่างออกมาแบ่งปันประสบการณ์ที่น่าทึ่งว่าพวกเขาสามารถเพิ่มความเร็วในการอ่านได้ถึง 2-3 เท่าภายในระยะเวลาอันสั้น เพียงแค่เข้าร่วมหลักสูตรนี้

คุณวิรัช ตั้งใจศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมองและผู้ก่อตั้งสถาบัน “Mind Mastery” ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานสัมมนานี้ ได้นำเสนอ “เทคนิคการอ่านแบบองค์รวม” อันเป็นนวัตกรรมใหม่ที่รวมหลักการสปีดรีดดิงเข้ากับการฝึกสมาธิและเทคนิคการจดจำขั้นสูง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดการอ่านออกเสียงในใจ การขยายขอบเขตสายตา และการทำความเข้าใจบริบทของเนื้อหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการย่อยข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่งในกรณีที่สร้างความฮือฮาคือเรื่องราวของคุณปรีชา ชาญสนาม บรรณาธิการบริหารจากสำนักพิมพ์ชื่อดัง ที่ยอมรับว่าเดิมทีใช้เวลาอ่านหนังสือหนึ่งเล่มนานกว่าหนึ่งสัปดาห์ แต่หลังจากเข้าร่วมสัมมนา ตอนนี้เขาสามารถอ่านและจับประเด็นสำคัญของหนังสือเล่มเดียวกันได้ภายในเวลาไม่เกินสามวัน ปรีชาเสริมว่า “มันไม่ใช่แค่การอ่านเร็วขึ้น แต่เป็นการเข้าใจลึกซึ้งขึ้นด้วยซ้ำ ผมรู้สึกเหมือนสมองได้รับการอัปเกรดจริงๆ” ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับหลักการที่สถาบันนำเสนอ

คำถามที่ว่าทำไมเทคนิคเหล่านี้จึงกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งในยุคนี้ คำตอบอาจอยู่ที่การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำให้ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน การที่มนุษย์ต้องแข่งขันกับความเร็วของการผลิตข้อมูล ทำให้ทักษะการอ่านเร็วไม่ใช่แค่ข้อได้เปรียบ แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้เราสามารถประมวลผลและเรียนรู้ได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการพลิกโฉมวิธีการทำงานและการใช้ชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ว่า “เทคนิคการอ่านเร็ว” จะไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่จะกลายเป็นหนึ่งในทักษะพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ การพัฒนาต่อยอดจากหลักสูตรนี้จึงเป็นที่จับตามองว่าจะมีทิศทางอย่างไร และจะช่วยให้คนไทยสามารถยกระดับศักยภาพในการเรียนรู้เพื่อรับมือกับความท้าทายในยุค AI ได้มากน้อยเพียงใด